Review: Melancholia (2011)

posted on 03 Nov 2011 19:17 by downfall
อืม.... ตอนแรกเป็น Review ที่เขียนเอาไว้แปะในเว็บเงียบๆเหงาๆของตัวเอง......
 
แต่ก็อย่างว่า เว็บมันไม่มีคน....., ประกอบกับนึกขึ้นมาได้ว่า เออกูมีบล๊อกใน exteen อยู่ด้วยนี่หว่า ไหนๆก็ไหนๆ อุตส่าห์นั่งพิมพ์มาแล้ว เอาไปลงใน exteen ด้วยเลยก็แล้วกัน......
(ถึงแม้ว่าจริงๆแล้ว ในนี้มันก็ไม่มีคนเหมือนกันนั่นแหละนะ......)
 
 
------------------------------------------------------------

Melancholia (2011)
 
 
 
          เหตุเกิดเมื่อประมาณปลายเดือนที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังอยู่ระหว่างการพำนักอยู่ในกรุงเทพมหานคร ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เออ น่าจะไปนั่งดูหนังที่ลิโด้ซักหน่อยนะ ไหนๆก็มาแล้ว (ก่อนที่ทั้งเมืองมันจะจมน้ำไปเสียก่อน....)
 
         พอไปถึง ก็บังเอิญว่า Melancholia กำลังเข้าโรงฉายอยู่พอดี, คือสนใจเรื่องนี้มาพักหนึ่งแล้ว หลังจากได้อ่านบทความเกี่ยวกับหนังในเว็บ Jediyuth -- เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ป่วยๆของผู้คน, ดวงดาวที่ซ่อนอยู่หลังดวงอาทิตย์ และจุดสิ้นสุดของโลก
 
 
         ขอประกาศเตือนเอาไว้ก่อนเลยว่า Melancholia ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน และใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำใจดูหนังอย่าง Melancholia ได้, ที่บอกว่าเป็นหนังดราม่านั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นอามรมณ์ดราม่าแบบหนัง ฮอลลีวูด, ไม่ใช่ดราม่าสีโทนสว่างไสวแบบ Amelie, ไม่ใช่ดราม่าแบบไซไฟเชิงอภิปรัชญาล้ำลึกแบบหนังอย่าง 2001: A Space Odyssey หรือ The Fountain
 
เป็นดราม่าแบบที่จะฉายกันได้เฉพาะในโรงหนังอย่าง ลิโด้ - เฮาส์ เท่านั้น,
เป็นดราม่าหม่นๆจิตๆ สไตล์ยุโรปจ๋า......
ตรรกะชีวิตแบบป่วยๆ จิตวิทยาแบบหม่นๆ และความเก็บกดทางเพศ -- ผ่านทางมุมมองแบบโลกตะวันตก
 
 
 
         ตัวหนังถูกหั่นแบ่งออกเป็น 3ช่วง 3ระยะ ด้วยกัน โดยช่วงแรกจะเป็นช่วงฉากเปิดเรื่องสั้นๆ ซึ่ง... ไม่มีห่าอะไรทั้งนั้น..... อารมณ์ประมาณว่า เป็นช่วงที่ตาผู้กำกับแกประกาศก้องออกมาด้วยเสียงอันดังมากกว่า "ตัวกูนี่เป็นผู้กำกับหนังอาร์ตนะโว้ย" เป็นสลับฉากเปลี่ยนมุมมกล้องไปมาผสานด้วยเสียงดนตรีประกอบกึกก้อง เต็มไปด้วยสัญญะและความหมายมากมาย ที่ยากต่อการตีความและทำความเข้าใจของมนุษย์ธรรมดาสามัญเป็นอย่างยิ่ง.... แต่งานภาพกับแสงสีสวยดีนะ......
 
         ช่วงที่สองเป็นการเริ่มเข้าสู่เนื้อเรื่อง... เป็นฉากงานแต่งงานของ"จัสติน" สาวสวยหน้าค่อนข้างหวาน หนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง, ช่วงนี้จิตมาก เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ป่วยๆของผู้คน, เครือญาติ และมนุษย์.... เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ก็คงจะเซ็งในอารมณ์และปิดหนังเลิกดูกันที่ตรงช่วงนี้ แหละนะ อนึ่งคนที่เป็นคองานแนวนี้กันอยู่ก็คงจะร้องห่มร้องไห้ พร้อมกับกล่าวยกย่องชื่นชมกันให้ยกใหญ่ ว่าช่างลึกซึ้งกินใจอะไรเช่นนี้ นี่แหละแก่นแท้ของชีวิต, ส่วนคนธรรมดาอย่างเราๆก็ได้แต่คิดสบถในใจ ว่าอีตัวละครพวกนี้มันทำบ้าอะไรของมันวะ
(นี่ชวนใหนึกถึงประโยคที่ตัวละครตัวหนึ่งของ อาเธอร์ ซี คล้าก เคยพูดแสดงความเห็นเอาไวในซีรี่ย์ Space Odyssey ว่า "มนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกนี้มีอาการป่วยทางจิตกันทั้งนั้น แตกต่างกันแค่ว่าใครป่วยมากป่วยน้อยแค่นั้นเอง")
 
 
 
         ส่วนมาช่วงสุด ท้ายนี่เป็นช่วงที่พระเอกตัวจริงเริ่มออกโรง ดาวเมลันชูเรีย ดาวที่ซ่อนตัวอยู่หลังดวงอาทิตย์, ดาวเคราะห์สีฟ้าแสนสวยดวงใหญ่ ดาวที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่บอกว่าจะโคจรเฉียดผ่านโลกไป, ขณะที่พวกบ้าๆบวมๆในอินเตอร์เน็ตก็ประโคมข่าวกันว่าไอ้ดาวนี่ชนโลกแน่นอน นี่แหละจุดจบของโลก
 
         ช่วงนี้เน้นจิตวิทยา คุณพ่อนักวิทยาศาสตร์, ลูกชายแสนอยากรู้อยากเห็น, คนรับใช้ตัวประกอบแก่ๆผู้ซื่อสัตย์, คุณแม่ขี้หวาดระแวง และน้องสาวป่วยจิต ซึ่งขอบอกเลยว่า ไอ้พล๊อตแบบนี้ กับอารมณ์จิตวิทยาแบบป่วยๆแบบนี้นี่ ยิ่งดูไปก็ยิ่งนึกถึงการ์ตูนเรื่อง "Hellstar Remina" ของ จุนจิ อิโต้ แต่เปลี่ยนจากดาวกินคนมาเป็นดาวสีฟ้าแสนสวย, เปลี่ยนจากเมืองคนเถื่อนมาเป็นคฤหาสคนป่วย(จิต)....
 
         อืม... ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ เป็นหนังที่ไม่เลวสำหรับคอหนังอาร์ต หรือคนที่ชอบงานดราม่าแนวๆนี้.... แต่คงไม่เหมาะกับมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆท่านๆกันเท่าไหร่นัก...... (แต่ดูไปมันก็ทำให้นึกถึงคำพูดของ Tom Hunter หนึ่งในคณะกรรมการรางวัลของงานประกวด Arthur C. Clarke Award ประจำปีนี้ ที่ได้พูดเอาไว้ทำนองว่า "This is a great indication of just how deep, rich and complex the literature of science fiction can be.", จริงมาก ใครจะไปนึกว่าแนวไซไฟนี่ เอามาทำหนังแบบนี้ก็ได้ด้วย......)
 


"I know things, Life is only on Earth. And not for long." - Justine

 

"Stunning. A movie that leaves the viewer in a state of ecstasy. A moving masterpiece, marked by an astonishing profundity of vision."
- Lisa Schwarzbaum, Etertainment Weekly
 

"อ้อ, ผมไปดูรอบสื่อมาแล้ว โคตรอยากตบกบาลอีนางเอกเลย ทำบ้าอะไรของมันวะ"
- คุณซัน, บรรณาธิการนิตยสาร
 

"Moody, poetic and incredibly affecting."
- Paper Magazine
 
 
"ผมดูไปได้ครึ่งเรื่องแล้วหลับว่ะ แม่งดราม่ากันอยู่ดีๆ ดาวแม่งโผล่มาจากไหนไม่รู้ชนโลกแตกเฉยเลย"
- น้องพีค, นักศึกษาภาพยนตร์
 
 
 
ป.ล. ถึงท่านที่บังเอิญหลงเข้ามา.... ว่างๆก็แวะไปเดินเล่นในเว็บของข้าพเจ้า(scifi-freak.com)กันได้นะ.....